พื้นที่โฆษณา 200x200 pixels
สนใจติดต่อ
092 495 2563
E-mail : motorsportlives@gmail.com

 

Breaking News on Twitter
 
Thailand Motorsport » Honda Racing News
2017-07-17

[Special Interview] เปิดใจ 3 นักบิด เอ.พี. ฮอนด้า ลุยศึก ซูซูกะ 4 ชั่วโมง

นับถอยหลังอีกเพียงไม่ถึง 2 สัปดาห์ ก็จะถึงเวลาพิชิตภารกิจครั้งสำคัญในเกมการแข่งขันที่ว่ากันว่า โหดและทรหดที่สุดรายการหนึ่งแห่งทวีปเอเชีย ภายใต้ชื่อ “ซูซูก้า เอ็นดูรานซ์ 4 ชั่วโมง แชมเปี้ยนชิพ 2017” โดยมีคิวดวลความเร็วและพิสูจน์ความอึดในวันเสาร์ที่ 29 กรกฎาคม นี้ ที่สนามซูซูก้า เซอร์กิต ประเทศญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม ขอพักความตื่นเต้นไว้สักครู่ และชวนกันมาพูดคุยทำความรู้จักกับ 3 นักบิดไทย เอ้-วรพงศ์ มาลาหวล, ดรีม-สิทธิศักดิ์ อ่อนเฉวียง และมุกข์-มุกข์ลดา สารพืช สังกัด “เอ.พี. ฮอนด้า เรซซิง ไทยแลนด์” ทีมแข่งสายเลือดไทยที่เป็นคนไทยทั้งทีม ซึ่งกำลังทำหน้าที่เสมือนเป็นตัวแทนนักกีฬาทีมชาติ เพื่อเตรียมลงชิงชัยในศึกท้าทายความทรหดดังกล่าว

แต่ละคนมีความเป็นมาก่อนก้าวเข้าสู่ชีวิตนักแข่งได้อย่างไร รู้สึกเครียด-กดดันหรือไม่ และที่สำคัญมีความพร้อมขนาดไหน สำหรับการต่อสู้กับศัตรูที่ไม่ใช่ใครอื่น หากแต่เป็นความอึดของตัวเองกับเวลาในสนามที่ยาวนานถึง4 ชั่วโมงเต็ม


“พลังอันยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง”


ประโยคคำพูดคุ้นหูในหนังซูเปอร์ฮีโร่ยอดนิยมสัญชาติอเมริกัน “ไอ้มนุษย์แมงมุม” สามารถปลุกเร้าพลังใจและสร้างความฮึกเหิมให้กับผู้ชมได้เป็นอย่างดี และหากนำประโยคนี้ไปถาม “มุกข์-มุกข์ลดา สารพืช” ว่าฟังแล้วมีความรู้สึกใกล้เคียงกับโอกาสที่ได้รับให้เป็นหนึ่งในสมาชิกทีมแข่งแห่งประวัติศาสตร์ครั้งนี้หรือไม่ เธอตอบในทันทีว่า

“ไม่ถึงขนาดนั้นค่ะ ความกดดันจะมากหรือน้อยทุกคนมีอยู่แล้ว แต่ตัวมุกข์เองคิดว่าคงมีไม่มากเท่ากับพี่ๆ สองคน(เอ้และดรีม) เพราะเขาเป็นนักแข่งตัวจริง ส่วนเราเป็นตัวสำรองก็ค่อนข้างรู้สึกมีความตื่นเต้นและกังวลน้อยกว่า”

นักบิดสาวแกร่งผู้เริ่มต้นชีวิตนักแข่งตั้งแต่วัย 10 ขวบ เผยต่อว่า ตัวเองแข่งขันในรูปแบบโรดเรซซิ่งมาโดยตลอด เริ่มต้นมากับนาโนไบค์หรือรถไฟฟ้า ก่อนขยับมาสู่รถที่ใช้เครื่องยนต์ โดยเป็นการแข่งขันความเร็วในสนาม ใครขี่เข้าเส้นชัยก่อนเป็นฝ่ายชนะ ซึ่งแตกต่างกับรายการใหญ่ระดับนานาชาติครั้งนี้อย่างสิ้นเชิง

“มุกข์เคยให้สัมภาษณ์ว่า มีพี่ฟิล์ม (รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ อดีตนักบิดเวิล์ดกรังด์ปรีซ์ รุ่นโมโต2) เป็นฮีโร่ที่เรายึดถือเป็นแบบอย่าง ยิ่งในปีนี้ได้พี่เขามาเป็นโค้ชช่วยฝึกสอน ยิ่งรู้สึกขอบคุณต้นสังกัดที่ให้โอกาสมุกข์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในทีม แม้เป็นตัวสำรองแต่กระบวนการเก็บตัว การฝึกซ้อมทุกอย่างทำเหมือนกันหมดทั้ง 3 คน” เจ้าของแชมป์เอเชียในศึกเอเชีย โรด เรซซิ่ง(Asia Road Racing) รุ่นเอเชีย ดรีมคัพ (Asia Dream Cup) ปี 2015 กล่าวและว่า

“จุดเปลี่ยนของมุกข์อยู่ที่การมีโอกาสเข้ามาเรียนทักษะขับขี่ในหลักสูตรฮอนด้าเรซซิ่งสคูล ถือว่าเป็นช่วงพัฒนาทักษะอย่างแท้จริง จากที่เราเรียนผิดเรียนถูกเอง เทียบกับการมาเรียนหลักการที่ถูกต้อง บอกเลยว่ายากมากอีกอย่างเรามีแต่ทักษะของรถเล็ก พอมาเจอของจริงทำไมมันหนักจัง เลี้ยวทีก็จะล้ม แต่พอมาขี่บ่อยๆ ก็เริ่มชิน และใช้ประสบการณ์จากนาโนไบค์มาเสริมด้วย ทีนี้ก็เลยรู้สึกสนุก ยิ่งพอขยับรุ่นมาขี่รถมีคลัทช์ ยิ่งสนุกคนละแบบ มันมีรายละเอียดที่ต่างกันออกไป”

ขณะที่เกมการแข่งขันแบบเอ็นดูรานซ์ครั้งนี้ก็สอนให้นักบิดสาววัย 24 ปี ได้เรียนรู้ทักษะการเตรียมตัวพร้อมพัฒนาศักยภาพของตนเองในอาชีพนักแข่งเพิ่มเติมขึ้นไปอีกขั้น โดยเฉพาะการควบตัวแข่งในพิกัด 600 ซีซี. จากผลงานรอบการซ้อมที่สามารถทำเวลาได้ไม่หนีกับรุ่นพี่ในค่ายทั้งสองคนมากนัก

“บางคนอาจคิดว่ามุกข์แข่งแต่รุ่น 250 ซีซี. จะมาขี่ในรุ่น 600 ซีซี. ได้มั้ย ซึ่งเราก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเวลาที่ออกมาก็ไม่เลวทีเดียว เวลาขี่เรารู้สึกสนุก เราควบคุมตัวรถได้ เราชอบถึงขั้นอยากลองลงแข่งในรุ่นนี้ด้วยซ้ำ”

ทั้งนี้ สำหรับผลงานล่าสุดของนักบิดสาวหล่อหนึ่งเดียวของไทย บนสังเวียนซูซูก้า เซอร์กิต ในปีนี้เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา เพิ่งจบการแข่งขันเอเชีย โรด เรซซิ่ง สนามที่ 3 ของฤดูกาล ในรุ่นเอเชียโปรดักชั่น 250 ซีซี. เรซหนึ่งและสอง ด้วยการคว้าอันดับที่ 5 และ 8 ตามลำดับ


“ผมโดนพ่อด่าตั้งแต่ขี่รถแข่งครั้งแรก”

“ดรีม-สิทธิศักดิ์ อ่อนเฉวียง” นักบิดหนุ่มชาวขอนแก่น เริ่มต้นเล่าถึงที่มาของชีวิตนักแข่ง อาจฟังแล้วชวนให้สงสัยและคิดตามต่อว่า เส้นทางอาชีพนักกีฬาชิงเจ้าความเร็วสองล้อของเขาจะมีทางไปต่อได้อย่างไร ก่อนเฉลยคำตอบตามมาว่า

“พ่อผมชอบรถวิบาก สมัยนั้นตรงข้ามห้างฯ เซ็นทรัล ขอนแก่น มีสวนสาธารณะที่ปรับพื้นที่เป็นสนามแข่งรถวิบาก ส่วนบริเวณข้างๆ ก็เป็นสนามโกคาร์ท ซึ่งมีแข่งรถมอเตอร์ไซค์ในนั้นด้วย ทีนี้เวลาพ่อผมไปดูแข่งรถวิบาก ผมก็ตามไปด้วย แต่ไปอยู่ที่สนามโกคาร์ทแทน และพอไปบ่อยๆ เข้า จำได้ว่าช่วงนั้นที่นั่นกำลังมีแข่ง คนที่สนามก็ให้ผมลองลงไปขี่ พอลงไปทั้งที่ขี่ยังไม่เป็น แต่กลับไปไล่แซงเขาหมด พอพ่อเห็นพ่อก็ด่าเลย”

“ที่เขาด่าไม่ใช่อะไร ด่าเพราะไปขี่ได้ยังไง หมวกกันน็อกก็ไม่มี อุปกรณ์อะไรก็ไม่มีสักอย่าง”

จากจุดเริ่มต้นของเด็กชายดรีมในวัยเพียง 12 ขวบ ผู้ซึ่งมีใจรักการขับขี่รถจักรยานยนต์ และกล้าพอที่จะบอกความต้องการของตัวเองอย่างเปิดเผย จนในที่สุดนำไปสู่การตัดสินใจของคนในครอบครัวที่พร้อมเข้าใจและให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

“หลังจากนั้นคุณพ่อก็ถามว่าอยากขี่หรือ ผมก็บอกว่าอยากครับ คราวนี้พ่อก็ซื้อฮอนด้า โซนิค มือสองมาให้หนึ่งคัน พร้อมชุดแข่งเพื่อให้ผมได้เริ่มต้นใช้ในสนามด้วย”

“ผมโตมากับรายการแข่งขันฮอนด้าสปอร์ตเดย์ ซึ่งเป็นรายการที่ตระเวนจัดแข่งไปตามแต่ละภูมิภาค พอมีจัดที่ไหนผมก็ตามไป ช่วงแรกๆ ควอลิฟายติดบ้าง ไม่ติดบ้าง พอเริ่มมีประสบการณ์มากขึ้นก็เริ่มมีผลงาน เริ่มมีถ้วยรางวัลติดมือ สุดท้ายพอแข่งไปสักพักหลังจากนั้นก็มีคนแนะนำว่า ให้ลองไปแข่งที่ไทยแลนด์เซอร์กิต” นักบิดหนุ่มอายุ 26 ปี กล่าวและว่า

“จากที่เคยขี่แต่ระดับภูธร ไม่เคยขี่ในสนามที่ใช้ความเร็วสูง ช่วงแรกบอกเลยว่ายากมาก ต้องปรับตัวเรียนรู้ แต่โชคดีที่ผมได้เข้าเรียนคอร์สฮอนด้าเรซซิ่งสคูล ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ผมได้เข้ามาพัฒนาทักษะ และเริ่มต้นชีวิตนักแข่งอย่างจริงจัง และจำได้ดีเลยว่า สามารถคว้าแชมป์ฮอนด้า วันเมคเรซ ปี 2004 รุ่นไรเดอร์ สตาร์ ฮอนด้า ซีบีอาร์ 150 ได้ตั้งแต่ปีแรกที่ลงทำการแข่งขันด้วย”

แน่นอนตำแหน่งแชมป์แรกย่อมมีความหมายเสมอ แต่มากกว่านั้นอาจคล้ายโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้แต่แรกแล้วด้วยเช่นกัน เพราะในปี 2004 นักบิดชาวขอนแก่นเข้าสู่เกมชิงชัยระดับนครบาล ภายใต้สังกัดทีมแข่งของ “คริสมาส  วิไลโรจน์” อดีตนักบิดชั้นนำของเมืองไทย และเป็นพ่อบังเกิดเกล้าของยอดนักบิดขวัญใจมหาชน รุ่นโมโต2 ผู้ซึ่งเข้ามารับหน้าที่เป็นเฮดโค้ชในศึกซูซูก้า เอ็นดูรานซ์ 4 ชั่วโมง ในปีนี้

“ตอนอยู่ทีมน้าจั๊บ(คริสมาส  วิไลโรจน์) ผมได้ใกล้ชิดกับพี่ฟิล์ม(รัฐภาคย์ วิไลโรจน์) แต่จริงๆ ก็ไม่ค่อยได้คุยกัน เจอกันเฉพาะเวลาอยู่ในสนาม ซึ่งพี่เขาก็ต้องทุ่มสมาธิให้กับการแข่งขัน ดังนั้นจึงแทบไม่เคยคุยกันเลย ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะมีโอกาสได้รับการฝึกสอนและถ่ายทอดประสบการณ์ต่างๆ ที่พี่เขาเคยสัมผัสในระดับโลกมาแล้ว”

“ตัวผมเองเป็นคนชอบวิ่ง อย่างชิพ (นครินทร์ อธิรัฐภูวิภัทร์ นักแข่งเวิล์ดกรังด์ปรีซ์ รุ่นโมโต 3) ก็ชอบวิ่งเหมือนกัน ปกติวิ่งซ้อม 1 ชั่วโมง ก็วิ่งเพซ 5-6 ได้ระยะทางประมาณ 10-12 กิโลเมตร แต่พอมาเข้าเก็บตัวกับพี่ฟิล์มก็ปรับเปลี่ยนการฝึกซ้อม จากเวลาเท่าเดิม แต่ลดระยะทางเหลือประมาณ 8 กิโลเมตร เพื่อเน้นความอึดสำหรับการฝึกในรูปแบบอื่นๆ ต่อเนื่อง ซึ่งผลที่ออกมาร่างกายก็มีความทนทานขึ้น ยังสามารถว่ายน้ำ ยกเวท หรือออกกำลังกายตามโปรแกรมที่จัดไว้ได้อีก”

“ร่างกายตอนนี้พร้อมสมบูรณ์มากๆ แม้ตื่นเต้นบ้างและกดดันนิดหน่อย แต่อยากให้ถึงวันแข่งเร็วๆ มากกว่า เพราะเราเตรียมทุกอย่างไว้ดีที่สุดอยู่แล้วครับ” นักบิดหนุ่มค่ายปีกนกผู้เคยสร้างผลงานยอดเยี่ยมคว้าโพเดียม รุ่นเอเชีย โปรดักต์ชั่น 250 ซีซี. ที่อินเดีย เมื่อปีก่อน ย้ำความมั่นใจ


ท้ายที่สุดกับการพูดคุยเปิดใจสมาชิกทีมแข่งที่กำลังเตรียมตัวสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ในศึกซูซูก้า เอ็นดูรานซ์ 4 ชั่วโมง แชมเปี้ยนชิพ 2017 ในแบบที่เป็นคนไทยทั้งทีม


นักบิดมากประสบการณ์ “เอ้-วรพงศ์ มาลาหวล” พร้อมตอบทุกคำถามที่ทุกคนอยากรู้ไว้อยู่แล้ว

-ชีวิตนักแข่งของเอ้เริ่มตั้งแต่เมื่อไร

ผมเริ่มต้นการเป็นนักแข่งรถตั้งแต่อายุ 12 ปี ช่วงแรกแข่งแดร็กหรือทางตรงอย่างเดียว แข่งนานพอสมควร และชนะเลิศได้แชมป์ถ้วยพระราชทานมาทั้งหมด 8 ใบ อาจเรียกว่าถึงจุดอิ่มตัวก็ว่าได้ จนมีคนมาชวนให้ไปเข้าคอร์สเรียนเรซซิ่งสคูลกับฮอนด้า หลังจากนั้นจึงเริ่มลงแข่งในรูปแบบเซอร์กิต เหมือนเรามาเจอทางของเรา ขี่ได้และทำเวลาดี ปี 2006 เป็นปีแรกที่ลงแข่งก็ได้แชมป์รุ่น ซีบีอาร์ 150 วันเมคเรซ มาครอง

-พอจะบอกจุดเด่นหรือสไตล์การขับขี่ของตัวเองได้ไหม

-จุดเด่นของผมหลักๆ เลยคือ ความสามารถบอกอาการรถที่ขี่ได้ค่อนข้างละเอียด ให้ข้อมูลได้ตรง และช่างสามารถทำงานต่อได้ง่าย ถามว่าผมขี่เก่งมั้ย ตอบเลยว่าในปัจจุบันเทียบในรุ่นเดียวกัน ผมว่าตัวเองขี่ไม่เก่งหรอก แต่ด้วยรายละเอียดการเซตรถ บอกอาการของเครื่องยนต์ แนวทางของการเซตรถเพื่อให้เข้ากับสไตล์การขับขี่ของผม ผมค่อนข้างที่จะบอกได้ตรงจุด ข้อมูลค่อนข้างเยอะ นี่คือ จุดเด่นของผมที่ทำให้สามารถยืนระยะได้มาถึงทุกวันนี้ ส่วนการขับขี่โดยรวมก็ออกแนวสุขุม จังหวะที่จะต้องแซงก็ค่อนข้างชัวร์

-หมายเลขประจำตัวมีความหมายอย่างไร

จริงๆ ผมชอบเบอร์ 10 เพราะมันทำให้ผมได้แชมป์รุ่นแฟมิลี่ 115 ซีซี. ปี 2010 ซึ่งเป็นรุ่นบังลมปีสุดท้ายที่มีจัดการแข่งขัน ทำให้ชอบเลข 10 และเป็นเลขที่เคยใช้แข่งแดร็กที่คนอื่นจดจำเราได้ด้วย แต่พอช่วงหลังดันไปตรงกับนักแข่งคนอื่น ผมก็เลยต้องเปลี่ยนเบอร์ เคยใช้เบอร์ 1 ช่วงเวลาหนึ่ง แต่ผลงานไม่ดี จึงเปลี่ยนอีกรอบ และมาลงเอยที่เบอร์ 46 เพราะส่วนตัวก็ชอบรอสซี่ เหมือนกับที่นักแข่งคนอื่นๆ ชอบ ยิ่งในสมัยที่เขาคว้าแชมป์กับฮอนด้า และตัวผมเองก็ขี่รถฮอนด้าลงแข่งมาตลอด สุดท้ายก็เลยตัดสินใจใช้ พอมาใช้ 46 ผลงานก็ทำได้ดีด้วย

ส่วนประเด็นที่คนอื่นไม่กล้าใช้หมายเลข 46 เพราะเขาอาจกลัวโดนแซว แต่ผมมองว่ารอสซี่เป็นครูนอกตำราที่พวกเราควรศึกษา เขายืนระยะเป็นนักแข่งที่โด่งดังมาได้จากยุคที่เปลี่ยนผ่าน จาก 2 จังหวะมาสู่ 4 จังหวะ จากยุคกางเข่ามาสู่กางขาก่อนเข้าโค้ง จากเอียงตัวน้อยมาสู่เอียงตัวมาก ซึ่งผมคิดว่าเขาคือครูของนักแข่งทั่วโลก และการที่เราจะใช้เบอร์นี้ก็คงไม่แปลก

แต่สุดท้ายแล้ว ผมว่าเบอร์หรือหมายเลขอะไรก็ตาม อาจจะไม่มีความสำคัญเลย เพราะสิ่งที่พาเราไปสู่ชัยชนะ คือ ตัวเราและทีมที่เป็นเหตุผลสำคัญมากกว่า

-หลายคนยังไม่รู้ว่าเอ้ได้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการกีฬาอาชีพด้วย ว่าแต่ตำแหน่งนี้มีหน้าที่ทำอะไรบ้าง

ตามที่การกีฬาแห่งประเทศไทย หรือ กกท. ได้ทำการคัดเลือกคณะกรรมการกีฬาอาชีพ โดยผมมีโอกาสได้รับเลือกตั้งให้เป็นหนึ่งในตัวแทนนักกีฬาอาชีพ 4 คน รวมอยู่ในบอร์ดคณะกรรมการกีฬาอาชีพ ฝ่ายกีฬาอาชีพ ของกกท. ในด้านหน้าที่ความรับผิดชอบ จะคอยดูแลและรับข้อมูลจากแต่ละสมาคมของกีฬาอาชีพ พิจารณาและตัดสิน รวมถึงดูแลเรื่องสวัสดิการให้กับสมาชิก เช่น เรื่องเบี้ยเลี้ยงของแต่ละประเภทกีฬาว่าควรอยู่ที่เท่าไร เป็นต้น

-รู้สึกอย่างไรกับการแข่งขันแบบเอ็นดูรานซ์ 4 ชั่วโมงในครั้งนี้

ครั้งนี้เป็นการแข่งขันแบบเอ็นดูรานซ์ครั้งแรกในชีวิต และเป็นรายการใหญที่สุดตั้งแต่ผมเคยลงแข่งมาทั้งหมด นอกจากตื่นเต้น ผมว่ามันมีความสำคัญกับตัวผมมาก เรียกว่าเป็นการต่อยอดให้กับอาชีพนักแข่งของผม ถ้าทำได้ก็ดีสำหรับทุกคนอยู่แล้ว แต่กับตัวเองมันมีความหมายมากกว่านั้น ด้วยเส้นทางอาชีพ เราก็ไม่รู้ว่าจะได้แข่งรถอีกกี่ปี แม้ลงแข่งได้อีกนาน แต่คำว่านักแข่งอาชีพมันยังไปต่อได้

ถามว่าฝันของผมมันเลยมาไกลแล้ว แต่พอถึงจุดๆ หนึ่ง เราก็อยากทำอะไรที่มันท้าทายขึ้น เหมือนเวลาคนวิ่งขึ้นดอยสุเทพได้ ก็อยากวิ่งขึ้นดอยอินทนนท์ได้ หรือถ้าทำได้แล้วก็อยากไปต่อที่ภูเขาลูกอื่นๆ ซึ่งสุดท้ายอาจไปสิ้นสุดที่ยอดเอเวอเรสต์

-ในส่วนของความกดดันมีวิธีบริหารจัดการอย่างไร

ผมพบนักจิตวิทยาทางกีฬาบ่อยๆ อยู่แล้ว และแข่งรถมาพอสมควร ผมมีวิธีขจัดความกดดันด้วยตัวเองได้ ส่วนก่อนแข่งกับหลังแข่งค่อยนึกถึงเรื่องอื่นๆ พูดง่ายๆ ว่าเวลาอยู่ในสนามเราโฟกัสเฉพาะเรื่องการแข่งขันเพียงอย่างเดียวก็พอ

-ตอนนี้ทุกอย่างในทีมพร้อมหรือยัง

ผมว่าตอนนี้พร้อมครบถ้วนแล้วนะ และขอเพิ่มเติมอีกจุดเด่นของผมก็คือ การปรับตัวให้ไว อย่างผมอยู่เชียงใหม่ มีปัญหาเรื่องการซ้อมรถมั้ย มีครับ เพราะจะได้จับรถน้อยกว่าคนที่อยู่ใกล้สนาม และตัวผมเองจึงต้องพัฒนาตัวเองให้เร็ว หากแข่งในประเทศเรารู้แล้วว่ามีเวลาซ้อมแค่วันพฤหัสกับวันศุกร์ ดังนั้น เราต้องเตรียมร่างกาย เตรียมทุกอย่างให้พร้อมมาจากบ้านแล้ว

เช่นกันกับรายการแข่งขันซูซูก้า 4 ชั่วโมง ไม่ได้มีโอกาสไปซ้อมได้บ่อย พวกเราจึงต้องใช้ร้อยแปดกระบวนท่าที่มีทั้งหมด งัดออกมาใช้ในรายการนี้โดยเฉพาะ

-การมีฟิล์มเข้ามาเป็นเฮดโค้ชมีส่วนช่วยตัวนักแข่งอย่างไร

ตรงนี้สำคัญมากครับ ก่อนหน้านี้พวกเราสามคนหรือกระทั่งนักแข่งคนอื่นๆ ในประเทศไทยทั้งหมด ผมเชื่อว่าน่าจะฝึกฝนทั้งการขับขี่ การออกกำลังกาย การฝึกเทคนิคต่างๆ ด้วยตัวเอง ส่วนการมีโค้ชเข้ามาก็มาช่วยเติมเต็มให้เราได้เยอะ เหมือนเวลาทำไมคนเราต้องมีแฟน เพราะคนๆ นั้นจะเข้ามาเพื่อเติมเต็มชีวิตในสิ่งที่เราขาดหาย

-ได้บอกประโยคนี้กับฟิล์มไหม

ไม่กล้าบอกครับ เดี๋ยวกลัวจะซึ้งเกินไป(หัวเราะ)

ที่มา : aphondaracingthailand

 
 
"กันตธีร์" ผงาด "ทีซีอาร์ เอเชีย" ... [ 2017-10-10 ]
"อนุภาพ" ขึ้นรองจ่าฝูงลุ้นแชมป์เอเชียสนามสุดท้ายที่ บุรีรัมย์... [ 2017-09-24 ]
"มุกข์ลดา" ฟอร์มหรู! คว้าที่ 6 เรซ 2 เอเชีย โปรดักชั่น ที่ อินเดีย... [ 2017-09-24 ]
"อนุภาพ" ฟอร์มดุ! แซง 5 คันซิวที่ 2 อินเดีย... [ 2017-09-23 ]
"มุกข์ลดา-รัฐพงษ์" คว้าท็อปไฟว์เรซแรก ARRC อินเดีย... [ 2017-09-23 ]
 
 
 

© 2010-2014 Motorsport Lives

E-Mail : motorsportlives@gmail.com